· หน้าแรก · ตอบกลับ · สถิติ · ลงทะเบียน · ค้นหา · ถาม-ตอบ · ภาษา ·

 XrayThai.Com Webboard —› ถามตอบทั่วไปเกี่ยวกับรังสี —› สมาคมวิชาชีพ กับสภาวิชาชีพ

. 1 . 2 . >>

ผู้เขียนท่านสุดท้าย ข้อความ


บันทึกเมื่อ: 16 ต.ค. 2010 08:48:03

ช่วง 4-5 ปีมานี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากกับวงการรังสีเทคนิคทั้งเรื่องวิชาการ การศึกษา ความก้าวหน้าทางวิชาชีพ
ตลอดจนการตื่นตัวที่จะผลักดันให้เกิดสภารังสีเทค นิค (ชื่อนี้หรือเปล่าครับ?หากไม่ใช่ต้องขออภัยครับ)
ผมว่าหลายๆอย่างมันเดินไปได้ช้าบ้างเร็วบ้างแต่ยังได้เห็นพัฒนาการที่ดี ๆหลายๆอย่าง อันนี้ต้องขอชมเชยกรรมการ
สมาคม กรรมการ กช ที่ก่อให้เกิดรูปธรรมเหล่านี้ครับ ส่วนที่จะมีหลายคนอาจเห็นต่าง ไม่เข้าใจ ไม่ทันใจ ในบางเรื่อง
ก็หยวนๆ แก้ไข กันไปครับ สิ่งที่สำคัญคือความรักสามัคคีครับ ยิ่งเป็นหนึ่งเดียวยิ่งเข้มแข็ง และต้องสร้างวัฒนธรรมเรียนรู้
ทางวิชาการและวิชาชีพให้เกิดขึ้นในตัวเราเ องตลอดเวลาที่ยังทำงานในวิชาชีพครับ คิดถึงวิชาชีพตัวเองแต่ต้องคิดถึง
ประชาชนผู้รับบริการด้วยว่าเราได้ใช้ค วามรู้ความสามารถอย่างมืออาชีพครับ

ทีนี้กลับมาเรื่องสมาคม กับ สภาวิชาชีพ คนในวงการต้องเรียนรู้ให้เข้าใจก่อนว่าบทบาทแต่ละองค์กรเป็นอย่างไรครับ
ผมคิดว่าตรงนี้ชาวรังสีต้องเข้าใจให้ตรงกันครับ ผมเลยขออนุญาตนำเอาบทความจากเวปของ สภาวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ http://www.mtcouncil.org/index.php?module=al_forums&tid=3180
ที่เขียนเรื่องนี้มาลงนะครับ อาจยาวไปบ้างก็ขอให้อ่านและเรียนรู้ครับ

============================================
http://www.mtcouncil.org/index.php?module=al_forums&tid=3180
============================================
เปิดข้อกฎหมาย ดูบทบาทหน้าที่ของสมาคมฯ-สภาฯ
เขียนโดย กรวดแกร่ง ณ ธารกร้าว
13 ส.ค. 2009 00:00น.



แม้เราจะมีสภาวิชาชีพมาเกือบ 5 ปีแล้ว แต่หลายคนยังสับสนว่า "สภาเทคนิคการแพทย์" กับ "สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย" เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เพราะแยกไม่ออกว่าทั้งสององค์กรมีบทบาท อำนาจหน้าที่ต่างกันอย่างไร วันนี้"เมดเทคทูเดย์"จะมาแยกแยะให้ฟัง


นับแต่วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๗ อันเป็นวันที่ "พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.๒๕๔๗" มีผลบังคับใช้ เป็นต้นมา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่เทคนิคการแพทย์ที่มีอยู่กว่า ๘,๐๐๐ คน อย่างน้อย ๒ ประการ นั่นคือ
ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาเทคนิคการแพทย์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ เปลี่ยนฐานะเป็น "ผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์" ประการหนึ่ง
และ คณะกรรมการวิชาชีพ สาขาเทคนิคการแพทย์ ที่ทำหน้าที่ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ สิ้นสุดลง มีองค์กรใหม่ที่เรียกว่า "สภาเทคนิคการแพทย์" เข้ามาทำหน้าที่แทน ประการหนึ่ง

แม้เราจะมีสภาวิชาชีพมาเกือบ 5 ปีแล้ว แต่หลายคนยังสับสนว่า "สภาเทคนิคการแพทย์" กับ "สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย" เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เช่นเดียวกับที่เคยสับสนระหว่าง "คณะกรรมการวิชาชีพ" กับ "สมาคม" มาแล้ว เพราะแยกไม่ออกว่าทั้งสององค์กรมีบทบาท อำนาจหน้าที่ต่างกันอย่างไร

ความสับสนในบทบาทหน้าที่ของสององค์กรข้างต้น อาจจะเป็นผลพวงมาจาก การที่เรามีกรรมการในองค์กรทั้งสองเหลื่อมซ้อนกัน ในหลายๆ วาระที่ผ่านมา กล่าวคือ กรรมการสมาคมส่วนหนึ่ง เป็นกรรมการสภาฯ ขณะที่กรรมการสภาฯ บางท่าน ก็เป็นกรรมการสมาคมฯ ด้วย จึงทำให้มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อย นำเรื่อง "สภา" ไปผสมปนเปกับ "สมาคม" ทั้งที่ความจริงเป็นคนละเรื่องกัน อาจจะมีส่วนสัมพันธ์กันบ้างก็ตรงที่ นายกสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นกรรมการสภาเทคนิคการแพทย์โดยตำแหน่ง ตามมาตรา 14(1) เท่านั้น

สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย กำเนิดขึ้นภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (พรบ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๗๘-๑๐๙) โดยมีวัตถุประสงค์ที่ปรากฎในธรรมนูญสมาคมว่า
๑. เพื่อพัฒนาและรักษาระดับวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ตามมาตรฐานสากล
๒. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
๓. เพื่อสมานสามัคคี เกื้อกูล สนับสนุนซึ่งกันและกันในหมู่ผู้ที่มีวิชาชีพร่วมกัน
๔. เพื่อเป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบวิชาชีพ ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิชาชีพ
๕ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางเทคนิคการแพทย์
๖. เพื่อร่วมกันรักษาจรรยาแห่งวิชาชีพให้เป็นที่ไว้วางใจแก่ประชาชน
๗. เพื่อร่วมพัฒนาสาธารณประโยชน์



สำหรับ "สภาเทคนิคการแพทย์" เป็นองค์กรสูงสุดในเรื่องวิชาชีพ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่บัญญัติไว้ใน พรบ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ.๒๕๔๗ คือ

วัตถุประสงค์ของสภาเทคนิคการแพทย์ (มาตรา ๗)
(๑) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(๒) ควบคุม กำกับ ดูแล และกำหนดมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(๓) ควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ให้ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(๔) ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนและองค์กรอื่นๆในเรื่องที่เกี่ยวกับการสาธารณสุข
(๕) ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลที่กี่ยวกับการเทคนิคการแพทย์หรือการสาธารณสุข
(๖) ส่งเสริมความสามัคคี และผดุงเกียรติของสมาชิก
(๗) ผดุงไว้ซึ่งสิทธิ ความเป็นธรรม และส่งเสริมสวัสดิการให้แก่สมาชิก
(๘) เป็นตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ของประเทศไทย

อำนาจหน้าที่ของสภาเทคนิคการแพทย์ (มาตรา ๘)
(๑) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(๒) ออกคำสั่งตามมาตรา ๔๑ วรรคสี่
(๓) รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตร ในวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ของสถาบันต้างๆเพื่อประโยชน์ในการสมัครเป็นสมาชิก
(๔) รับรองหลักสูตรสำหรับการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการ ในสาขาต่างๆ ของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมดังกล่าว
(๕) รับรองวิทยฐานะของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมใน(๔)
(๖) ออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์สาขาต่างๆ และออกหนังสือแสดงวุฒิอื่นๆในวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(๗) จัดทำแผนดำเนินงาน และรายงานผลการดำเนินงาน เสนอต่อสภานายกพิเศษอย่างน้อยปีละครั้ง
(๘) ดำเนินการให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของสภาเทคนิคการแพทย์

สภาเทคนิคการแพทย์ ดำเนินงานโดยผ่าน "คณะกรรมการสภาเทคนิคการแพทย์" ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๒๓ ดังนี้
(๑) บริหารและดำเนินกิจการสภาเทคนิคการแพทย์ ตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ ที่กำหนดในมาตรา ๗ และมาตรา ๘
(๒) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ คณะอนุกรรมการสอบสวน และคณะอนุกรรมการอื่น เพื่อทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องต่างๆ อันอยู่ในขอบเขตวัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ของสภาเทคนิคการแพทย์
(๓) กำหนดแผนการดำเนินงาน และงบประมาณของสภาเทคนิคการแพทย์
(๔) ออกข้อบังคับสภาเทคนิคการแพทย์ว่าด้วย


(ก) การเป็นสมาชิก
(ข) การกำหนดโรคตามมาตรา ๑๑(๕)
(ค) การกำหนดค่าขึ้นทะเบียนสมาชิก ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียมอื่น นอกจากที่กำหนดไว้ในอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัตินี้
(ง) การเลือก การเลือกตั้งกรรมการ การเลื่อนคุณสมบัติขึ้นเป็นกรรมการแทน การแต่งตั้งที่ปรึกษา และการเลือกกรรมการเพื่อดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามมาตรา ๑๖
(จ) การประชุมคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะที่ปรึกษา
(ฉ) การกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาตามมาตรา ๑๕
(ช) การกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามมาตรา ๑๖ วรรคสอง
(ซ) คุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพตามมาตรา ๓๒
(ฌ) แบบและประเภทใบอนุญาต หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต อายุใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาต
(ญ) หลักเกณฑ์การออกหนังสืออนุมัติ หรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์สาขาต่างๆ และหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(ฎ) หลักเกณฑ์การพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต
(ฏ) จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(ฐ) การจัดตั้ง การดำเนินการ และการเลิกสถาบันที่ทำการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ ของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(ฑ) หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสอบความรู้ตามมาตรา ๓๒
(ฒ) หลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหา หรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(ณ) ข้อจำกัด และเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์
(ด) เรื่องอื่นๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ หรืออยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาเทคนิคการแพทย์ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง


มาถึงบรรทัดนี้ เราคงจะเห็นความแตกต่างในเรื่องบทบาทและหน้าที่ของ "สภา" และ "สมาคม" ชัดเจนแล้ว แต่ ความแตกต่างที่ชัดเจน อีกประการหนึ่ง ระหว่าง "สภา" กับ "สมาคม" ก็คือ การเป็นสมาชิก สมาคมฯใช้ระบบให้สมัครเป็นสมาชิก ไม่มีการบังคับ ส่วนสมาชิกสภาเทคนิคการแพทย์ เป็นไปโดยข้อบังคับของกฎหมาย ใครก็ตามที่ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ต้องเป็นสมาชิกสภาทุกคน แม้ว่าโดยข้อเท็จจริงจะไม่ได้ทำงานในอาชีพนี้แล้วก็ตาม

รศ.สมชาย วิริยะยุทธกร อดีตนายกสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสภาเทคนิคการแพทย์คนปัจจุบัน เคยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง "สภา" และ "สมาคม" ในการบรรยายเรื่องแนวทางการพัฒนาวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อหลายปีก่อนว่า สภาฯ จะทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค โดยควบคุมดูแลมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพ ใครทำไม่ได้มาตรฐาน ต้องหยิบออกจากกลุ่มเพื่อไม่ให้ไปทำความเดือดร้อนเสียหายแก่ประชาชนที่มารับบริการ ส่วนสมาคมฯ มีหน้าที่ดูแลสวัสดิการชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก ซึ่งเป็นคำอธิบายที่สั้น กะทัดรัด และเข้าใจง่าย


อย่างไรก็ตาม แม้ "สภา" จะไม่ใช่ "สมาคม" และ "สมาคม" ก็ไม่ใช่ "สภา" แต่องค์กรทั้งสอง ก็สามารถทำงานประสานสอดคล้อง และส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ เพียงแต่พวกเราชาวเทคนิคการแพทย์ต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละองค์กรให้ชัดเจน เพื่อจะได้รู้ว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในการประกอบวิชาชีพ จะเดินหน้าไปพึ่งองค์กรไหนได้ถูกต้อง

http://www.medtechtoday.org/index.php?option=com_content&task=view &id=270&Itemid=47


บันทึกเมื่อ: 16 ต.ค. 2010 09:05:22

ขอมาเล่าความในใจให้เพื่อนพ้องน้องพี่ฟังต่อนะครับ

หากท่านเข้าไปดูเวปสภาวิชาชีพสาขาอื่นๆ ก็คงจะเห็นว่าแต่ละแห่งมีจุดแข็งจุดอ่อนแต่ละธรรมชาติของแต่ละสาขาวิชาชีพ
ก็คงคล้ายๆกับของรังสีเทคนิคครับ ปัญหามีไว้แก้ไข อุปสรรคคือกำลังใจให้ต่อสู้ ความดีที่ทำยกให้ลูกหลานชื่นชม
ผมมีโอกาสได้พบปะกับคนในสายงานวิทยาศาสตร ์อื่นๆ หลายคนมีความรู้สึกดีๆ(มากๆ) กับวิชาชีพพวกเรา หลายคน
อยากมีใบประกอบวิชาชีพ หลายคนอยากมีตำแหน่งเฉพาะแบบเราๆ ผมได้ยินได้ฟังมาก็รู้สึกหัวใจพองโต อยากให้มอง
ด้านดีๆ ที่สังคมมองเราบ้าง อย่าเป็นทุกข์กับความคาดหวังอะไรให้มากครับ แต่ควรรวมกันผลักดันให้เกิดสภาวิชาชีพ
แล้วนำปัญหาที่เกิดกับวงการอื่นๆ มาเป็นบทเรียนครับ เป็นกำลังใจให้พี่น้องผองเพื่อนที่ทำงานรับใช้ประชาชนทุกคนครับ
ไม่ว่าจะ เป็น รพ.รัฐหรือเอกชน ไม่ว่าจะจบจากไหน เรียนกี่ปี ขอให้รักกันไว้ครับ


บันทึกเมื่อ: 16 ต.ค. 2010 13:15:18 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

ขอกลับมาต่อเรื่องสภารังสีเทคนิคครับ
การก่อตั้งสภาให้สำเร็จก็คงต้องฝาก กช. สมาคม สถาบันผู้ผลิตบัณฑิตรังสีเทคนิค/รังสีการแพทย์ทุกระดับในการผลักดัน
เพรา ะท่านมีเวทีที่จะนำเสนอ แต่คนในวิชาชีพ ศิษย์ก็ต้องช่วยสนับสนุนครับอย่าเอาแต่รออย่างเดียวครับ ต้องช่วยกันครับ
1. เรียนรู้กฏกติกาต่างๆ บทบาทหน้าที่ของสมาชิกวิชาชีพต้องเข้าใจและใส่ใจครับ
2. มีองค์ความรู้ทางวิชาการให้วิชาชีพอื่นเห็นถึงศักยภาพในวิชาชีพ ข้อนี้สำคัญมากๆ มีแหล่งเรียนรู้ พัฒนาตนมากมาย
ทั้งในระบบและนอกระบบ
3. ความสามัคคี รวมเป็นหนึ่งเดียว ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน มองผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งประชาชนได้อะไรจากการเป็นสภาวิชาชีพ
4. สร้างสังคมการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้เวปให้เกิดประโยชน์ครับ ตอนนี้ทุกคนมีเวทีแสดงออกทางวิชาการหลายรูปแบบไม่มี
ใครปิดกั้น ก็หวังอย่างยิ่งว่าการเกิดเป็นสังคมวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีพที่เป็นร ูปธรรมจะทำแบบไหนดี
5. การเปิดโอกาสทางการศึกษา การต่อยอดพัฒนา จะทำอย่างไรคงต้องทำให้เป็นระบบครับ
6. การสร้างจิตสำนึกร่วม รู้จักเสียสละ ทั้งแรงกาย แรงใจ กำลังสมอง กำลังเงินจะมากจะน้อย ก็จะเห็นเป็นรูปธรรมครับ
ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายประการที่ไม่ได้กล่าวมา แต่อยากเห็นรูปธรรมเกิดขึ้นในปีสองปีนี้ครับ สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด
ตอนนี้คือ ฐานข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพครับ จำนวนคนทำงานในส่วนต่างๆ ทั้งรัฐ เอกชน ส่วนตัวหรือกำลังเรียน ฯลฯ
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดทิศทางของวิชาชีพในอนาคตทีเดีย วค รับ ทั้งเรื่องอัตรากำลัง ค่าตอบแทน
การบรรจุแต่งตั้งตำแหน่งในระบบราชการ รวมทั้งความก้าวหน้าในวิชาชีพ หากไม่มีข้อมูลไปนำเสนอกระทรวง
ก็คงเหมือนปล่อยวิชาชีพให้เป็นไปตามยถากรรมครับ ....สุดท้ายจะเหลือแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจครับ


บันทึกเมื่อ: 16 ต.ค. 2010 13:51:44

ลองดูซักตัวอย่าง นะครับว่าสังคมการเรียนรู้ของรังสีเทคนิคในต่างประเทศเป็นยังไงบ้างนะครับ ทุกท่านไปสมัครเป็นสมาชิกได้นะครับ มีความรู้มากมายให้เรียนรู้ครับ
========================
http://www.wikiradiography.com/
========================
คงอีกไม่นานที่บ้านเราจะเกิดขึ้นครับ ไม่ว่าคุณอยู่ตรงไหนในประเทศไทย
ไม่ว่าคุณมาจากไหน เราจะมาเรียนรู้ร่วมกันครับ


บันทึกเมื่อ: 16 ต.ค. 2010 20:28:00 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

แต่ก่อนเข้ามาอ่านกระทู้ต่างๆ ของเพื่อนพ้องน้องพี่ อยู่ประจำแต่ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นอะไรมากนัก
แต่ช่วงหลายปีมานี้ผมอายุเริ่มมากขึ้น ผมเริ่มคิดถึงการก้าวเข้าสู่สภาวิชาชีพของรังสีเทคนิค ทีนี้ผมอยู่ในฐานะ
สมาชิกคนหนึ่งของวิชาชีพ สมาชิกคนหนึ่งของสมาคม เวทีที่จะแสดงออกคงเป็นเวทีหน้าจอคอมพิวเตอร์
การก่อตั้งสภาวิชาชีพ ก็ขอให้พี่น้องได้ร่วมหาหนทางให้วิชาชีพก้าวเดินอย่างมีคุณภาพ มีวิชาการเป็นประกาศนียบัตร
รับรองให้สังคมเชื่อถือ มีคุณธรรมเป็นเกราะป้องกันตัวในการประกอบวิชาชีพ มีความสามัคคีเป็นดาบคุ้มครองวิชาชีพ
ใครที่มีเวทีประชุมเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น กช. กรรมการสมาคม ตัวแทนสถาบันผู้ผลิต ตัวแทนสมาคม ชมรม หรือกลุ่มวิชาชีพ ศิษย์เก่า

คนมีเวทีประชุมใครจะเป็นคนเริ่มเรื่องนี้ และต้องการให้สภาวิชาชีพเป็นอย่างไร?

บทบาทของสมาชิกที่ควรเป็น และพอจะช่วยอะไรได้บ้าง ?

ใคร่ขอร้องให้ทุกท่านสมัครเป็นสมาชิกสมาคมให้มากๆ และไม่ต้องถามว่าสมัครแล้วได้อะไรครับ?


บันทึกเมื่อ: 17 ต.ค. 2010 07:54:53 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

สำหรับบทบาทของนักรังสีเทคนิคที่จะทำให้วิชาชีพอยู่อย่างมีเกียรติศักดิ์ศ รีในวงการคงหนีไม่พ้นการเป็นนักรังสีที่
มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควรได้รับการเรียนรู้ตลอดชีพ การศึกษาชั้นสูง การได้รับโอกาสทางการศึกษา อย่าคิดสั้นๆ
ว่าเป็นโรงพยาบาลชุมชน มีเครื่องเอกซเรย์เครื่องเดียวจะเรียนไปทำไมมากมาย ถ้าคิดอย่างนี้วงการรังสีเทคนิคก็จะ
กลับไปเหมือนยี่สิบปีที่แล้ว นักรังสีเทคนิค เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิค เป็นแค่คนถ่ายเอกซเรย์ หรือคนฉายแสง ทำไมวิชาชีพ
ทางการแพทย์อื่นที่เข้มแข็ง มีสาขาเฉพาะทาง มีการเปิดหลักสูตร ป.โท เสาร์อาทิตย์ให้เรียน มีการสนับสนุนให้สอบ
ความรู้เฉพาะทางชั้นสูงและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในหน้าที่การงานได้ ดังนั้นรังสีเทคนิคหากหยุดนิ่ง รอตั้งรับ
และแก้ปัญหาแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ก็คงได้แต่ปลงครับ

นักรังสีเทคนิคเองก็ต้องตระหนักนะครับ ลองหยิบฟิล์มเอกซเรย์มาซักแผ่นสิครับ ทบทวนอนาโตมีที่เห็นทุกตำแหน่งกระดูก
วิพากษ์กันระหว่างนักรังสีวิชาชีพท ุกวันว่าฟิล์มเสียเพราะอะไรแก้ไขอย่างไร มีการบันทึกหรือไม่
การบอกผู้ป่วยก่อนถ่ายทุกราย การ shield ผู้ป่วยทุกราย ต่อไปจะไม่มีข้อยกเว้น ข้ออ้างแล้ว ต้องทำทุกราย
การให้ exposure สามารถคำนวณเป็นปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับเท่าไหร่ ต่อไปต้องทำแล้วครับ
การพัฒนาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวบรวมผลงาน หรือทำวิจัย เป็นกันหรือไม่
มีการจัดบอร์ดความรู้ในแผนกถี่ห่างแค่ไหน
มีการจัดfilm conference ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือนหรือไม่
การส่งต่อเวรทำเป็นระบบหรือไม่
วิชาชีพอื่นๆ ที่เค้าทำกัน เป็นระบบและมีบันทึกทุกอย่างที่สามารถค้นหาอ้างอิง ติดตามได้ตลอด เราได้จัดทำหรือยัง
สิ่งเหล่านี้ผมว่า คงต้องมีการทำงานตามมาตรฐานกำหนดให้เคร่งครัดและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะอนาคตการฟ้องร้องจะ
เกิดขึ้นกับทุกส่วน รังสีเทคนิคคงต้องป้องกันไว้ก่อน วันหนึ่งผู้ป่วยจะถามคุณว่า บนฟิล์มเห็นอะไรบ้างตรงไหนคืออะไร
หรือถามว่าได้รับรังสีเท่าไหร่

คุณคิดว่าพร้อมที่จะรับปรับตัวรับ สังคมแห่งการเรียนรู้หรือยัง
หากมีสภาวิชาชีพแล้ว คุณจะถูกตรวจสอบ หรือถูกเพิกถอนใบประกอบฯ หากคุณไม่ทำตามมาตรฐาน คุณพร้อมรับได้มั้ย


บันทึกเมื่อ: 17 ต.ค. 2010 16:11:48

สองสามเดือนมานี้ผมรวบรวมข้อมูล อ่านและศึกษาเกี่ยวกับ สภาวิชาชีพที่ใกล้เคียงกันก็ได้ข้อมูลมาในระดับหนึ่งซึ่ง
เป็นส่วนที่วิช าชีพเรายังไม่ได้ทำเป็นระบบ หลายอย่างมีข้อดีข้อด้อยซึ่งเป็นธรรมชาติของวิชาชีพแต่ละสาขา ซึ่งไม่เหมือนเรา
ตอนนี้ข้อสำคัญคือสิ่งที่เราต้องการให้เป็นต่างหาก ข้อเรียกร้องของสมาชิกได้ถูกส่งต่อไปยังผู้มีหน้าที่หรือยัง
หากไปแล้วยังติดขัดประเด็นไหน ควรที่จะได้นำมาคุยกัน ความก้าวหน้าในวิชาชีพเป็นสิ่งสำคัญ หากคนในวิชาชีพอยู่อย่าง
อ้างว้างขาดการเหลียวแลแล้วกำลังใจกำลังกายที่จ ะทุ่มเทให้กับงานย่อมไม่เต็มร้อย แต่หากนักรังสีเทคนิคได้รับการดูแล
จากรัฐอย่างเป็นธรรมและมีความเจริญก้ าวหน้าหมือนวิชาชีพอื่นๆก็ย่อมทำให้คนในวิชาชีพทุ่มกำลังใจกายบริการ
ประ ชาชนอย่างสุดความสามารถ การประเมินผลตามสมรรถนะของงานย่อมเป็นที่ยอมรับของสมาชิก เช่นคำกล่าวที่ว่า
ความเป็นธรรมมีสามัคคีเกิด ถึงตอนนี้ลองสำรวจดูจะเห็นว่าสมาชิกวิชาชีพหลายคนเป็นลูกจ้างชั่วคราวยังไ ม่รู้อนาคตว่า
จะได้บรรจุหรือไม่ หลายคนยังต้องรับเงินเดือนต่ำกว่าวุฒิที่อุตส่าห์ขวนขวายไปเรียนมา หลายคนยังไม่รู้ว่าเงินเดือนหลัง
ปรับวุฒิจะถูกลดเงินเดือนเหมือนโดนลงโท ษ เงินพตส.ที่ได้รับเป็นแค่เศษเสี้ยวของวิชาชีพอื่นๆ หลายคนรู้แต่จำยอม
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่บั่นทอนขวัญ กำลังใจข้าราชการสายขาดแคลน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนที่ไม่ได้เรียนด้านนี้ทำหน้าที่
เหล่านี้เต็มไปหมด ทั้งๆที่กฏหมายหรือ พรบ. ไม่ว่าจะเป็น พรบ.วิชาชีพ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต่างต้องการให้
ประชาชนและผู้รับบริการได้รับการบริการจากผู้มีความรู้คว ามสามารถเฉพาะทาง แต่ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ การละเลยบังคับ
ใช้กฎหมายเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นตัวบั่นทอนความสำคัญของ วิชาชีพอย่างรุนแรง หากใครๆก็ทำได้ ใครๆก็ไม่เห็นความ
สำคัญ แล้วจะมีสาขานี้ไปทำไม???

สิ่งที่ผมพยายามเขียนออกมานี้ ออกมาจากใจผมทั้งสิ้นตั้งแต่รับราชการเมื่อยี่สิบปีก่อน เพื่อนๆหลายคนรุ่นผมหรือรุ่นพี่
ต่างนับรออายุราชการครบ 25 ปีทั้งสิ้น มันหมายความว่าอย่างไร มือเราสั้นกว่าคนในวิชาชีพอื่นกระนั้นหรือ ถ้าเปรียบเป็น
โรคภัยไข้เจ็บแล้วละก็สาขาวิชาเราก็คงเหมือนโรคเรื้อรังที ่คอยรักษาตามอาการเท่านั้น ไม่เคยได้รับการรักษาให้ตรงจุด
ซักที เป็นฝีหนองเน่าในแต่ทายาหม่อง ยาแผลแดงเท่านั้นมันคงไม่มีวันหาย มันต้องลงมีดลงยาที่แรงๆซักครั้งแล้วละครับ

คำถามคือใครละที่จะลงมาเห็ นความไม่เป็นธรรม เห็นความทุกข์ของพี่น้องเรา แล้วใครละที่จะต้องทำการบ้านเหล่านี้ให้
เกิดผล หากมีการเสนอไปยังกระทรวง แล้วถูกปฎิเสธเราก็จะต่อสู้ในครรลอง แต่หากไม่มีการเสนอ ไม่มีการตอบสนอง
เพราะคนในวิชาชีพเองก็คงเป็นเรื่องเศร้าใจ

อยากเห็น กช.และสมาคม กำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ ที่ตรงกับความต้องการของสมาชิก อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง
ที่ทัดเทียมกับวิชาชีพอื่น ก็คงต้องแก้ปัญหาภายในและเตรียมสรรพกำลัง ข้อมูล กฏระเบียบต่างๆ ไปหากระทรวงกันเอง
ไม่ต้องหวังวิชาชีพอื่น เพราะตอนนี้ทุกวิชาชีพก็มีปัญหาทั้งสิ้น อย่ารอความหวังว่าจะติดสอยห้อยตามใครอีก ขอให้มีอิสระ
ในการเรียกร้องที่เป็นธรรมให้เกิดแก่วิชาชีพดีกว่าครับ


บันทึกเมื่อ: 17 ต.ค. 2010 18:47:56

ในส่วนของพนักงานราชการและลูกจ้างจะเรียกร้องอะไรได้บ้าง


บันทึกเมื่อ: 17 ต.ค. 2010 22:45:12

ตอบคุณ cat ครับ
ในส่วนของนักรังสีการแพทย์ที่เป็นตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวนั้น เกิดจากการหยุดรับข้าราชการและพนักงานของรัฐ
ที่เกิดจากมาตรการลดขนาดกำล ังคนของรัฐ ครับ กลุ่มนี้น่าสงสารมากที่สุดครับในความเห็นของผมครับ สิ่งที่ควรเรียกร้อง
ให้กลุ่มนี้คือการบรรจุเป็นพนักงานของรัฐครับ (ตำแหน่งข้าราชการบรรจุใหม่ไม่มีแล้ว มีแต่พนักงานของรัฐ กับกรณีที่
ตำแหน่งเดิมของราชการว่างและได้รับการอนุมัติให้บรรจุในเลขตำ แหน่งเดิมเท่านั้นจึงจะบรรจุเป็นข้าราชการได้ แต่มีน้อย
มากครับ) ส่วนมากกลุ่มนี้เมื่อมีทางเลือกใหม่มักจะลาออกไปหาบรรจุที่อื่นครับ


ส่วนคนที่บรรจุในตำแหน่งพนักงานของรัฐตั้งแต่ต้น ตรงนี้คงต้องถือว่าเป็นระบบใหม่ที่เท่าเทียมกับสายวิชาชีพอื่น
เป็นมาตรก ารของรัฐแต่ต้นที่ให้ตำแหน่งนี้มาทดแทนตำแหน่งข้าราชการครับเพื่อลดปัญหาก ารเบิกจ่ายงบประมาณ
เกษียณและสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลครับ (ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกเล็กน้อย) เพราะฉะนั้นการเรียกร้องคงต้องดูว่า
อะไรคือสิ่งที่กลุ่มนี้ต้องการ ? เพราะรัฐยอมจ่ายเงินเดือนตั้งต้นให้เยอะกว่าราชการอยู่แล้ว ผมมองว่าสิ่งที่ควรเรียกร้อง
คือเรื่องโอกาสในการศึกษาต่อครับ ส่วนอย่างอื่นคงยากครับ

หากคิดถึงปัญหาที่วิชาชีพเราควรแก้ไขเร่งด่วนตามมุมมองผมคือ
1. กลุ่มที่ จบ ป.ตรี ครองตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว(ใช้เงินรายได้) ไม่มีความมั่นคง ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีสิทธิใดๆ น่าสงสาร
ที่สุดครับ
2. กลุ่มที่เป็นตำแหน่ง จนท. รังสีการแพทย์และ ตำแหน่ง จนท.เอกซเรย์ เรียนต่อเพิ่มจนได้วุฒิ ป.ตรี ยังไม่ได้รับการ
ปรับตำแหน่ง
3. กลุ่มที่ เรียนต่อจนจบ ป.ตรี ปรับวุฒิแล้ว ต้องลดขั้น ลดเงิน
4. กลุ่มที่ ไม่ได้เรียนเพิ่มเติมวุฒิ ไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ กลุ่มนี้ขาดการเหลียวแล รวมทั้งขาดการพัฒนา(ตนเอง)
5. กลุ่มที่ ไม่ได้จบทางรังสีเลย อยู่ในตำแหน่ง คนงาน ผู้ช่วยแพทย์ ผู้ช่วยพยาบาล แต่มาทำหน้าที่รังสีการแพทย์
กลุ่มนี้รอหมดจากระบบ หรือจะถูกปรับไปทำหน้าที่อื่นๆ


บันทึกเมื่อ: 17 ต.ค. 2010 23:21:44 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

ทีนี้มาต่อเรื่องการบรรจุในตำแหน่งใหม่ของกลุ่มที่เป็นข้าราชการ ตำแหน่ง จนท.รังสีฯ รอปรับวุฒิ กับปรับแล้วถูกลดขั้น
ลดเงิน นี่เป็นปัญหาหนามยอกอก รัฐบาลครับ เพราะตำแหน่งประเภทนี้มีมากมายหลายวิชาชีพรวมแล้วเป็นหมื่นตำแหน่ง
ครับ (ทุกกระทรวง) ไม่ได้มีเฉพาะรังสีเทคนิค พยาบาลเทคนิค จนท.วิทย์ฯ แต่มีเต็มไปหมด รัฐคงยื้อเต็มที่ นี่แหละเรื่องยาก

สาเหตุเพราะมียุทธศาสตร์การปรับลดขนาดกำลังคนของรัฐ นโยบายไม่เพิ่มข้าราชการ และ นโยบายลดข้าราชการลง
30% ที่เพิ่งประกาศเมื่อ เม.ย.53 นี้ 60,000 ตำแหน่งคือเป้าหมายในปี 2554-2556 (ตั้งเป้าลด 3 ปี เริ่ม 56) ดังนั้น สิ่งที่
เสนอขึ้นไป จะถูกดอง จะถูกพิจารณาโดย กพ. กพร. คปร. ฯลฯ จนถึง รมต. ในที่สุดถ้ารัฐบาลเปลี่ยน ก็เกือบเริ่มต้นใหม่
อีกรอบ (ซึ่งก็ทำมาหลายรอบแล้วเช่นกัน)

ส่วนที่สองคือกลุ่ม ลูกจ้างชั่วคราว กลุ่มนี้คิดว่าจะมีการบรรจุให้เป็นพนักงานของรัฐค่อนข้างแน่นอน เพียงแต่ว่าแต่ละ
หน่วยงานขึ้นกับ ผอ. จะบรรจุตำแหน่งไหนก่อน เช่น แพทย์ พยาบาล เภสัช ซึ่งครองอัตราลูกจ้างชั่วคราวก็ไม่น้อย
ทีนี้ รังสีเทคนิค เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด จะได้รับการจัดสรรกี่ตำแหน่ง ตรงนี้แหละครับ
ที่สมาคมจะต้องมีข้อมูลความเดือดร้อนของคนในวิชาชีพไปเสน อ แต่เราเสียเปรียบเพราะว่าไม่ได้เป็นสภาวิชาชีพ มักจะ
ไม่ได้รับเชิญเข้าไปตัดสินใจด้วย มักเป็นแค่ตัวแทนวิชาชีพ ไม่ใช่นายกสภาวิชาชีพ ดังนั้นเสียงจะเบา ซึ่งทำให้การ
พิจารณาเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับวิชาชีพเลยเป็นแบบ ได้อานิสงค์ตามน้ำกับกลุ่ม สหวิชาชีพ แถมยังอาจได้น้อยกว่าอีกด้วย
เพราะขาดพลังหนุนจากวิชาชีพอื่นครับ(ก็คนอื ่นก็ดิ้นตายเหมือนกัน)

นี่ไงครับที่ผมถึงอยากให้เกิดสภาวิชาชีพ มือที่เรายกในการประชุมจะยาวเท่าๆคนอื่น (ถ้าคนที่เป็นนายกเข้มแข็งเพราะ
สิทธิต่างๆจะทัดเทียมกันในระดับสภาวิชาช ีพ ไม่ใช่สมาคม)

ท่านลองไปอ่านๆ ในเวปของ กพ. แล้วจะเห็นอะไรๆ มากขึ้นครับ
===========================================
http://www.ocsc.go.th/ocsccms/frontweb/view.jsp?categoryID=CAT0000005
===========================================


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 00:06:52

เอาข่าวมาให้อ่านครับ จาก manager online ครับ
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000146094
ลองดูในสองพารากราฟสุดท้ายครับ ไม่มีวิชาชีพเราอยู่ในนี้เลยเพราะเราไม่มีสภาครับ เหมือนถูกตัดออกจากระบบครับ

=============================
“หมอไพจิต ร์” มอบภารกิจ 4 รองปลัด คาดงบ สธ.ปี 54 เป็นตามเป้า
=============================

นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

“ปลัดกระทรวงสาธารณสุข” มอบหมายภารกิจ 4 รองปลัดกระทรวง และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการป้องกันควบคุมโรค ดูแลงานลงตัว เดินหน้างาน สธ.ในปีงบฯ 2554 เป็นไปตามเป้าหมาย โดยในปีงบประมาณ 2554 สธ.ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 70,000 ล้านบาทเศษ

นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2554 กระทรวงฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 70,000 ล้านบาทเศษ มีหลายโครงการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาทิ โครงการพัฒนายกระดับสถานีอนามัย 7,750 แห่ง เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หลังจากที่ได้ดำเนินการในปี 2553 ไปแล้ว 2,000 แห่ง การพัฒนาโฉมหน้างานบริการโรงพยาบาลทุกระดับเป็นโรงพยาบาล 3 ดี การสร้างสุขภาพดีประชาชน ลดโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เป็นต้น

นพ.ไพจิตร์กล่าวต่อว่า เพื่อให้งานการพัฒนาดังกล่าว เดินหน้าบรรลุเป้าหมาย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1722/2553 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 มอบหมายงานให้รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข 4 คน และ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านป้องกันและควบคุมโรค นักวิชาการสาธารณสุขด้านวิจัย ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ ดูแลงานตามภารกิจดังต่อไปนี้

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการบริหาร ดูแลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักบริหารการสาธารณสุข กลุ่มประกันสุขภาพ ศูนย์บริหารการพัฒนาสุขภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการพัฒนาการแพทย์ ประกอบด้วย กรมการแพทย์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมสุขภาพจิต และดูแลโครงการพิเศษความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ในการดำเนินการวิจัยการป้องกัน การรักษาผู้ติดยาบ้า โครงการไทยเข้มแข็ง โครงการ รพ.สต. และโครงการโรงพยาบาลสาธารณสุขยุคใหม่ เพื่อคนไทยมีรอยยิ้มหรือโรงพยาบาล 3 ดี โครงการใช้บัตรประชาชนแทนบัตรทอง และการกระจายอำนาจ

นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการพัฒนาการสาธารณสุข ประกอบด้วยกรมควบคุมโรค และกรมอนามัย มอบให้ดูงานด้านยาเสพติด อาหารปลอดภัย โครงการเฉลิมพระเกียรติ นพ.ทนงสรรค์ สุธาธรรม เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการสนับสนุนบริการสุขภาพ ประกอบด้วย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มอบให้ดูแลโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม ศูนย์ประสานแก้ไขข้อร้องเรียนประชาชน ส่วน นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ดูแลสภาเภสัชกรรม สภากายภาพบำบัด สภาเทคนิคการแพทย์ ทันตแพทยสภา และสภาการพยาบาล


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 08:20:18 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

ที่จริงแล้วหากวิเคราะห์ดีๆจะเห็นว่าความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกวิชาชีพในกร ะทรวงสาธารณสุขเพราะหลายๆมาตรการกับ
หลายๆนโยบาย รวมทั้งผลสืบเนื่องจากการเมือง ทำให้เกิดแนวคิดแยกการบริหารงานของสาธารณสุขออกจาก กพ.
ซึ่งถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีทีเดียวเพราะจะเกิดความคล่องตัวมากข ึ้น โดยมีพี่ใหญ่คือแพทยสภา เป็นแกนนำ
สภาพยาบาล สภาเภสัช สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด ร่วมคิดร่วมทำและเสนอไปยังรัฐบาล
รังสีเทคนิคก็ยังต้องอาศัยใบบุญจากกลุ่มสภาติดสอยห้อยตามเข้าไป หากใครใจดีรับการบ้านเราก็ได้ตามครับ
ส่วนไปถึงไหนอย่างไร ก็ลองหาอ่านดูครับ
===============================
http://www.tmc.or.th/detail_news.php?news_id=517&id=4
===============================

ถามว่าเห็นด้วยมั้ยโดยส่วนตัวผม เห็นด้วยครับ (ผมอยู่กระทรวงศึกษา ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้น)
เพราะการบริหารงาน การประเมิน การบรรจุ ขึ้นกับคนในวงการสาธารณสุขเท่านั้น ไม่ใช่ไปเทียบเคียงกับสายปกครอง
สายป่าไม้ สายเกษตร ฯลฯ ซึ่งธรรมชาติขิงปัญหาไม่เหมือนบุคล่กรทางการแพทย์ครับ


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 08:33:55

ขออนุญาตคัดบทความจากเวปของเมดเทคมาให้อ่านนะครับ

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สมาคมวิชาชีพ ต้องเกาะติดสถานการณ์ ต้องออกมาให้ข้อมูลสมาชิกเป็นระยะๆ

================================= ==============
ในการสัมมนาเรื่อง "แปดปีภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" ที่จัดโดยแพทยสภาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 ตามการสรุปของคณะกรรมการจัดการสัมมนานั้น ได้พบว่ามีปัญหาทั้งการขาดงบประมาณ ขาดการพัฒนา ขาดกำลังคนและขาดขวัญกำลังใจของบุคลากรจากปัญหาเหล่านี้ คือ

1. ไม่มีตำแหน่งบรรจุบุคลากร ต้องเป็นลูกจ้าง ไม่มีความมั่นคง ไม่ก้าวหน้า เงินค่าจ้างเท่าเดิมทุกปี
2. ซีตัน ไม่มีตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนก็เลื่อนขึ้นไม่ได้
3. ต้องรับภาระงานมาก ต้องทำงานนอกเวลาราชการโดยไม่สามารถปฏิเสธได้ ชั่วโมงการทำงานยาวนาน แต่ค่าตอบแทนต่ำ
4. เสี่ยงต่อความผิดพลาด และการฟ้องร้อง
5. ขาดแรงจูงใจและขาดขวัญ กำลังใจ จึงลาออก
6. คนที่ยังอยู่ ยิ่งต้องรับภาระมากขึ้น
7. ลาออกมากขึ้น
8. เจรจากับผู้บริหาร/กพ. ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
9. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน
10. จึงต้องมีการปฏิรูป ระบบข้าราชการ สธ. แยกออกจากกพ.


โดยขอให้บุคลากรที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้มาร่วมเข้าชื่อ เพื่อยื่นเสนอกฎหมายในการแยกบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขออกจาก กพ. คือพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. .... เพื่อให้สามารถจัดสรรตำแหน่ง อัตรากำลัง และเงินเดือน/ค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาระงาน ความรับผิดชอบสูง เสี่ยงอันตรายจากการได้รับเชื้อโรค ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและสร้างขวัญกำลังใจ ให้บุคลากรทำงานที่ดี มีคุณภาพมาตรฐาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป
====================================================

ที่มา http://www.medtechtoday.org/index.php?option=com_content&task=view &id=731&Itemid=42


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 10:38:32

อ่าน อ่าน และอ่าน เพื่อประเมินสถานการณ์ในอนาคตครับ

=============================================
http://www.thaitrl.org/index.php?option=com_frontpage&Itemid=1
=============================================


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 10:45:36

บทความนี้น่าอ่านมากๆ ครับ
==========================================================
มาตรฐานวิชาชีพ-การบริการสาธารณสุข-การบริหารจัดการภาครัฐ-และวินาสายะทั ้งหลายที่กำลังรออยู่
http://www.thaitrl.org/index.php?option=com_content&task=view& id=57&Itemid=56
==========================================================
เอาตอนต้นมาให้อ่านครับ

มาตรฐานวิชาชีพคือสิ่งที่องค์กรวิชาชีพและบุคคลากรสาธารณสุขกำลังต่อสู้กับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและไม่ถูก
ต้องต่อระบบงานและมาตฐาน เพื่อไม่ให้มาตรฐานการบริการประชาชนถูกกระทบจนเสียหลักของวิชาชีพเกิดอันตรายแก่
ประชาชน แล้วผู้ให้บริการต้องถูกกฎหมายอีกฉบับเอื้ออำนวยให้เกิดการฟ้องร้อง มีกองทุนที่เป็นอันตรายต่อระบบการงบ
ประมาณของประเทศ โดยระบบการคลังบังคับไม่ได้และการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบไม่ได้
ตามกฎหมายที่รองรับกองทุน
วิชาชีพหลักที่ต้องออกต่อสู้คือแพทย์และพยาบาล เนื่องจาก ปัญหาที่เห็นชัดและมีผลอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือ
ปัญหาการดูแลรักษาผู้ป่วย และวิชาชีพด้านสุขภาพและการสาธารณสุข ทั้งหมดได้เข้าร่วมผนึกกำลังเป็นกำลังวิชาชีพ
สุขภาพและการสาธารณสุข เข้าร่วมการต่อสู้ แพทย์รักษา พยาบาลดูแล เป็นวิชาชีพคู่กันมาโดยตลอด หัวขบวนในการ
สาธารณสุขจึงเป็นวิชาชีพนี้ เพราะเป็นองค์รวมของการดูแรักษา แต่วิชาชีพด้านต่างๆก็ได้พัฒนาต่อเนื่องกันมาจนมีหลาย
สาขาซึ่งมีความจำเป็นและจำเพาะมากขึ้น ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อวิชาชีพและมาตรฐานของวิชาชีพ
จึงเป็นผลกระทบต่อประชาชน โดยตรง............................


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 11:03:55

กระผมได้อ่านบทความที่ท่าน suchart_kiat ได้ Post และได้วิเคราะห์แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าท่านเป็นอาจารย์หรือเปล่าน่ะครับ แต่ขอยอมรับว่าน่าสรรเสริญ มากครับ ท่านวิเคราะห์ดีมาก เข้าใจปัญหาได้ถ่องแท้ กระผมเห็นด้วยกับท่านอย่างมากครับ พัฒนาเป็นสภา..พัฒนาองค์กร พัฒนาตนเอง เติมเต็มความรู้ความสามารถ เอาใจใส่ผู้รับบริการ นำไปสู่พัฒนาประเทศ รังสีเป็นที่ยอมรับของสังคม แล้วท่านก็บอกให้เราชาวรังสีทุกท่านช่วยคนละไม้คนละมือ ทำตามความรู้ความสามารถและบทบาทหน้าที่ สามัคคีกัน พวกเราลองเข้ามาอ่าน ทำความเข้าใจ น่าสนใจมากครับ


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 11:09:20

เป็นกระทู้ที่ให้ประโยชน์กับ สามชิก/ผู้เข้าเยี่ยมชม มากครับ..เป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำพาวิชาชีพนี้ให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป (ให้หลุดพ้นจากบ่วงที่ติดกับมานาน..แสนนาน..ก่อนที่จะเวียนว่ายไปกับระบบร าชการที่พบกับปัญหาตามทีเกิดขึ้นกับวงสนทนา"แปดปีภายใต้หลักประกันสุขภาพแ ห่งชาติ" ที่ท่านได้กล่าวมา...


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 12:27:14

เรียนท่าน suchart_kiat ส่วนตัวผมเป็นพนักงานราชการนักรังสี ที่ท่านบอกพนักงานของรัฐฯหมายถึงอย่างไรครับ อีกเรื่อรบกวนถามความเห็น ที่ร.พ.ผมสมมุตมีเจ้าหน้าที่จะเกษียน1ตำแหน่ง แต่ก็มีเจ้าหน้ารังสีรอปรับอยู่หลายคนมาก5-6คนแล้วก็ยังมีพนง.ราชการ และลูกจ้างจบตรง4ปีอีก เป็นไปได้ที่ทุกรพ.เมื่อมีตำแหน่งว่างลงให้ทำการเปิดสอบบรรจุ แฟร์ๆดี เอารุ่นน้าๆ ป้าๆ ประสบการณ์เยออะๆมาสอบกับเด็กจบใหม่ยุติธรรมดี จะได้คนมีความสามารถจริงๆ เพราะตำแหน่งจะว่างมีแต่เจ้า ตำแหน่งนักไม่มีหรอก รุ่นเก่ามีแต่2ปี รบกวนขอความเห็นด้วย


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 14:19:27 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

ตอบรวมๆ กันไปนะครับ คุณ talaythai
1.) จากการตรวจสอบประวัติแล้ว พบว่า นายสุชาติ เกียรติวัฒนเจริญ จบรังสีเทคนิคจาก มช. บรรจุเป็นนักรังสีเทคนิคครั้งแรกที่
รพ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น ปัจจุบัน เป็น อาจารย์ประจำ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มช.ครับ

2.) ในการทำงานรังสีเทคนิค หากมีเวลาบ้างก็ อ่านตำรา ทบทวน เพิ่มเติมเนื้อหาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาบ้าง
วิเคราะห์ว่าการทำงานเพื่อตั้งรับ พรบ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาล ว่าเมื่อเกิดความผิดพลาดจาก
งานการถ่ายเอกซเรย์ เช่น ใส่ marker ผิดข้าง ถ่ายผิดข้าง ถ่ายผิดคน ฟิล์มสลับ(พิมพ์ชื่อผิด) ให้โดสมากเกิน ถ่ายซ้ำ
จะทำอย่างไร?? ต่างคนต่างมีใบวิชาชีพ ต่างคนต่างกลัวคนไข้ฟ้อง ไม่มีใครช่วยคุณแล้วนะครับ ทำอย่างไรดี??


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 14:24:36 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

ตอบคุณ cat ครับ
กำลังพลในภาครัฐประกอบด้วย
======================================
www.ocsc.go.th/ocsccms/uploads/File/D2_1.pdf
======================================
1. ข้าราชการพลเรือนสามัญ คือข้าราชการ เงินเดือนน้อย ความมั่นคงสูง(มาก) สวัสดิการดี(มากๆ)ในระยะยาว ปัจจุบัน
ไม่มีการบรรจุใหม่ หรือมีน้อยมาก เช่นสายปกครอง สายการเมือง สายตุลาการ หรือสายอื่นจะ เกิดจากการใช้เลข
ตำแหน่งเดิมที่มีคนออกไป และต้องได้รับอนุมัติด้วยเหตุผลที่จำเป็นยิ่งยวด ถ้าไม่บรรจุจะเกิดผลเสียต่อราชการ
2. ลูกจ้างประจำ (ไม่ใช่สายวิชาชีพเฉพาะ) มีความมั่นคงสูง เช่น นักการ พี่เลี้ยงเด็ก ผู้ช่วยแพทย์ คนงาน คนสวน คนเดิน
เอกสาร พนักงานพิมพ์เอกสาร แต่ความก้าวหน้าไม่มี ปัจจุบันได้บำนาญ
3. ลูกจ้างชั่วคราว (ปัจจุบันไม่ให้มี หรือรับใหม่เป็นพนักงานราชการ)ไม่มีความมั่นคง เงินเดือนไม่ขึ้น สวัสดิการน้อยมาก
เดิมเป็นตำแหน่งคนงาน นักการ คนสวน เป็นต้น
4.พนักงานราชการ จ้างคนมีวิชาชีพที่ไม่มีกรอบอัตราบรรจุ หรือรอตำแหน่งโดยใช้เงินรายได้ เงินเดือนขึ้นไม่เกิน 9%
สวัสดิการแล้วแต่ บางที่ไม่มี บางที่ประกันสังคม บางที่ซื้อประกันชีวิตให้
5. พนักงานของรัฐ (ใช้เงินงบประมาณ) เป็นตำแหน่งที่มาแทนตำแหน่งข้าราชการ มีความมั่นคงสูง(แม้ว่าจะต้องทำสัญญา
จ้างครั้งละ 3-5 ปี) เกิดขึ้นเพราะรัฐต้องการลดภาระบำนาญและระบบสวัสดิการรัษาพยาบาล โดยผลักให้ไปใช้ประกัน
สังคมแทน แต่มีข้อดีคือเงินเดือนแรกบรรจุสูงกว่าราชการ ลาเรียนได้
6. พนักงานของรัฐ(เงินรายได้) กลุ่มนี้คล้ายกับพนักงานราชการคือสัญญาทำทุกปี ใช้เงืนรายได้ มีระบบขึ้นเงินเดือน
ต่อสัญญาปีถัดๆไป ลาศึกษาต่อไม่ได้ ลาออกอย่างเดียว

โจทย์ที่คุณ cat ว่ามา สมมุตว่าตำแหน่งนักรังสีการแพทย์ ตกมาที่แผนก 1 ตำแหน่งที่เกิดจากการเกษียณ ตำแหน่งที่
ได้จะต้องบรรจุมาเป็นพนักงานของรัฐ ส่วนตำแหน่งราชการจะให้มาหรือไม่นั้น ยากมากๆ ยกเว้นกรณีที่กล่าวข้างต้น
สิ่งที่จะ เกิดขึ้นคือ น้องที่เป็นพนักงานราชการ กับน้องที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว คงต้องสอบแข่งขันกันครับ หลายแห่งหัวหน้า
รักน้องๆเท่ากัน ก็อาจมีการพูดคุยกันให้เรียงลำดับใครมาก่อนบรรจุก่อนครับ เพื่อความเป็นธรรมและความสามัคคีครับ
ว่าได้บรรจุทุกคนแต่เร็วช้าไม่เท่า กันครับ (ลองคิดว่าถ้าเราเป็นหัวหน้าจะตัดสินใจอย่างไรครับ) จากนั้นประกาศรับสมัคร
ประการสอบ ผลสอบก็คงไม่เป็นปัญหาครับ แต่ถ้าสอบแข่งขันกันแบบฟรีสไตล์ทั้งคนนอกคนในเรียกว่าใช้หลัก
กฏหมายอย่า งเดียวไม่ใช้หลักรัฐศาสตร์ มันมีแต่หักไม่มีงอ ปกครองกันลำบากเหมือนกันครับ

สำหรับคนที่เป็น จนท.รังสีฯ เป็นข้าราชการอยู่แล้วสมมติว่า c4 หรือ c5 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มรอปรับจากตำแหน่งเดิมไปเป็น
นักรังสีฯ (มีส่วนน้อยที่ C2-C3 อาจลาออกเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเป็นนักรังสี ไม่เสียหายเท่าไหร่)

ส่วนคนที่เป็น จนท.รังสีฯ ซี 5-6 อายุราชการมาก ได้วุฒิภายหลัง กลุ่มนี้แหละครับที่รอการปรับเปลี่ยนอย่างเดียว มี
จำนวนเยอะด้วยครับปัจจุบันหลายร้อยคนหรืออาจถึงพันคนก็ได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับตำแหน่งพนักงานของรัฐครับ คนละกลุ่ม

ผมคิดวิเคราะห์เอง จะผิดจะถูกก็แลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ครับ ใครเห็นใครอ่านมาไม่เหมือนผมบอกกล่าวกันได้ครับ


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 15:43:50

กระทรวงเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ ก็ทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ แต่การแก้ปัญหาในองค์รวมระดับประเทศ ไม่ง่ายครับ
ยกมาให้อ่านครับ ตัดมาเฉพาะบางข้อ ที่เหลือท่านไปดูได้ในนี้ครับ
============================================
http://www.moph.go.th/other/inform/hcrp/page6.htm
============================================
5. การดำเนินการเกี่ยวกับพนักงานของรัฐในกระทรวงสาธารณสุข

เพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ในการปรับบทบาทภารกิจ และประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้มีความเข้มแข็ง สามารถให้บริการประชาชนในท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงสาธารณสุขโดยมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2543 ได้รับนักศึกษาทุนรัฐบาลและนักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุข ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2542 และผู้ที่กำลังศึกษาที่มีสัญญาผูกพันไว้แล้ว ให้ปฏิบัติการเป็นพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับนักเรียนทุนที่จบการศึกษาปี 2542 เป็นพนักงานของรัฐ ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2543 ทั้งหมดจำนวน 8,766 อัตรา

กระทรวงสาธารณสุข ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน รวม 3 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการประสานงาน คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ และคณะทำงานกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อดูแลและสนับสนุนพนักงานของรัฐ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องของงบประมาณ ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับพนักงานของรัฐ และเป็นศูนย์กลางเพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการเกี่ยวกับพนักงานของร ัฐ

สำหรับความก้าวหน้าในการดำเนินงาน สรุปได้ 4 ด้าน ดังนี้

1) การเบิกจ่ายเงินประเภทต่าง ๆ ของพนักงานรัฐฯ ใน 4 ประเภท อันได้แก่ (1) เงินเดือน เงินเบี้ยกันดาร เงินประจำตำแหน่ง และเงินเลื่อนขั้น (2) เงินเพิ่มพิเศษรวมทั้งค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งในด้านสาธารณสุข (3) ค่าใช้จ่ายลักษณะค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ และ (4) เงินสวัสดิการและเงินช่วยเหลือพิเศษ ซึ่งขณะนี้พนักงานของรัฐเบิกจ่ายเงินทั้ง 4 ประเภทได้เหมือนข้าราชการแล้ว สำหรับเงินสวัสดิการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2545 เป็นต้นไป สำนักงบประมาณจะกำหนดงบกลางให้ครอบคลุมถึงพนักงานของรัฐด้วย จึงทำให้พนักงานของรัฐฯ สามารถเบิกจ่ายเงินสวัสดิการได้เช่นเดียวกับข้าราชการ

2) ด้านกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ได้นำเสนอประเด็นที่เป็นปัญหาทางด้านกฎหมายที่กระทบต่อพนักงานของรัฐ เสนอไปยังสำนักงาน ก.พ. และสำนักนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บริหาร การมีบัตรประจำตัวพนักงานของรัฐ พ.ร.บ. ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข และ พ.ร.บ. ความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบพัสดุฯ นั้น สำนักนายกรัฐมนตรีได้แจ้งแล้วว่า พนักงานของรัฐสามารถที่จะปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ได้

3) สิทธิประโยชน์
เดิมมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 กำหนดให้พนักงานของรัฐฯ เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขทำหนังสือทบทวนให้พนักงานของรัฐ ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเหมือนข้ าราชการ เสนอไปยังคณะรัฐมนตรี และมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ

4) การแก้ปัญหาระยะยาว
คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารงานพนักงานของรัฐฯ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับพนักงานของรัฐฯ ในระยะยาว อาทิเช่น การกระจายบุคลากร ระบบการประเมินผล ระบบแรงจูงใจ การมีกฎหมายรองรับและสถานภาพ


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 16:39:31 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

คงพอมองออกนะครับว่าทำไมปัญหาตำแหน่งนักรังสีจึงไม่ได้รับตอบสนองที่เร็วเ พราะเหตุใด

1. ความเร่งด่วน อันนี้เป็นรองกลุ่มที่ต้องใช้ทุนคือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลที่รับทุนจากสาธารณสุข (พยาบาลที่จบ
จากมหาวิทยาลัย เช่น เชียงใหม่ มหิดล ขอนแก่น ฯลฯ ที่ไม่ได้รับทุน จะเกิดปัญหาแบบรังสีเทคนิคคือไม่มีที่บรรจุใน
ชุมชนครับ) ซึ่งกระทรวงจะผลักตำแหน่งไปรองรับค่มนี้นที่ต้องใช้ทุนก่อน กลุ่มนี้ 8-9 พันคนต่อปีครับ
2. คนที่จบมานานแล้วเป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ตั้งแต่ตำแหน่ง นายแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล
เทคนิคการแพทย์ รังสีการแพทย์ กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด ฯลฯ กลุ่มนี้มีคิวรออีกมากทั้งประเทศราวๆสองหมื่นตำแหน่งครับ
3. คนที่จบต่อเนื่องทั้งรังสี พยาบาล เทคนิคการแพทย์ จนท.วิทย์ ฯลฯ อันนี้กระทรวงทราบดีแต่ถือว่าอย่างน้อยกลุ่มนี้
เป็นข้าราชการมีความมั่น คงแล้ว การรอปรับต้องขึ้นกับงบประมาณและระเบียบที่ยังไม่ได้แก้ไข ทำให้ค้างรอเป็นจำนวน
มากครับแต่คงอยู่ในหลักไม่เกิน 5-6 พันคนครับ
4. ไม่เป็นที่รู้จักเพราะเวลากระทรวงพูดถึงรังสีการแพทย์จะจัดในกลุ่ม บุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ เพราะเป็นกลุ่มสนับสนุน
ไม่ใช่แนวหน้าอย่างแพทย์ พยาบาล ครับ ส่วนการไม่มีสภา เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการประชุมจึงมีได้แค่ตัวแทนวิชาชีพ
ไม่ใช่ในนามนายกสภ าวิชาชีพ เวลาระดมสมองก็ไปรวมกับกลุ่มสหเวชอื่นๆ แม้แต่เทคนิคการแพทย์ กับกายภาพ
มีสภายังตกที่นั่งไม่ต่างจากรังสีมากนัก ตำแหน่งบรรจุหายากกว่าเพราะผลิตมากกว่ารังสีฯ


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 16:48:00 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

เอาละทีนี้จะทำอย่างไรดีละครับ

ไม่ใช่ให้คนในสมาคมคิดอย่างเดียว พวกเราต่างหากที่ต้องคิดแล้วเสนอให้ตัวแทนของเราไปบอกกระทรวงว่าปัญหาเรา
อยู่ตรงไหน แต่ต้องมีข้อมูลให้แน่น ต้องเป๊ะทุกตำแหน่ง ไล่มาตั้งแต่คนที่ 1 ถึง พัน ต้องบอกได้ ต้องจัดปัญหาของของ
รังสีออกเป็นประเด็นๆ

1. นักรังสีที่เป็นลูกจ้าง และพนักงานราชการ รอบรรจุตำแหน่งกี่คนจะบรรจุเป็นอะไรต้องแม่น ต้องรู้ว่าเขาให้เป็นพนักงาน
ของรัฐหรือข้าราชการกี่ตำแหน่ง (ในกระทรวงมีอัตราว่างทั้งตำแหน่งราชการและพนักงานของรัฐระบุชัดเจนในแผนก ำลัง
คนภาครัฐ) ซึ่งพวกนี้ถ้ามีงบประมาณก็ได้บรรจุทั้งหมด สมาคมควรรู้ข้อมูลทั้งหมด หากทำได้จะสามารถบอกได้ด้วยซ้ำไป
ว่า ว่างที่ไหน รพ.อะไรกี่ตำแหน่ง งบมาปีไหน

2. เจ้าหน้าที่รังสีฯ ที่รอการเปลี่ยนเป็นนักรังสี แยกเป็นกลุ่มที่ ยังไม่ได้เปลี่ยน กับ กลุ่มที่เปลี่ยนแล้วลดขั้นลดเงิน
ต้องมีข้อมูลทุกคน ทุกสังกัด

3. กลุ่มที่ทำงานโดยไม่มีใบประกอบวิชาชีพ มีตำแหน่งอะไรบ้าง ที่ไหน จะต้องเอาตำแหน่งนักรังสีไปวางกรอบไว้ให้หมด
ส่วนจะปรับแก้ปัญหาเรื่องคน ค่อยว่ากัน เช่น รพ. A (รพช.) มีคนเอกซเรย์ 1 คน ตำแหน่ง ผู้ช่วยแพทย์ แบบนี้ต้อง
วางกรอบนักรังสีรอไว้ บรรจุนักรังสี คนเดิมก็ต้องลดบทบาทเป็นผู้ช่วยรังสีแทน เป็นต้น
หาก รพ. B มี จนท.รังสี 1 คน ก็ต้องวางกรอบเป็นนักรังสี หากไม่ยอมเรียนต่อก็ต้องบรรจุคนใหม่ในตำแหน่งนักแทน
คนเดิมต้องเลือกที่จะย้ายเข้าในที่มีนักรังสีอยู่และมีอัตรา จนท.ว่างจะเป็นอำเภอหรือจังหวัดก็แล้วแต่ (จะถูกย้ายเหมือน
ข้าราชการสายตำรวจหรือสายปกครองเพื่อให้เกิดความเหมาะส ม)หรืออาจยืมตัวจากที่อื่นที่มีหลายคนมาทำหน้าที่นักรังสีฯ

ทำไมต้องคิดอย่างนี้ เพราะตำแหน่งรังสีเทคนิคเป็นวิชาชีพเฉพาะมีใบประกอบวิชาชีพ ไม่สามารถให้ใครแทนได้
ไม่อย่างนั้นในอนาคต น้องใหม่ไม่มีอัตราบรรจุแน่นอน ลองคิดดูกับวิชาชพอื่นนะครับ สมมุติว่า รพ.ชนบทแห่งหนึ่ง
ไม่มีทันตแพทย์เลย จะเอาใครมาทำแทนก็ไม่ได้ เด็ดขาด ผิดกฏหมายชัดเจน หากมีอัตราแต่ไม่มีเงินงบประมาณมาให้
รพ.ต้องแก้ปัญหาด้วยการยืมตัวจากที ่อื่นเป็นครั้งๆ เช่นคลินิกทันตกรรมเฉพาะวันศุกร์ เป็นต้น
ตรงนี้ละบทบาทของสมาคมจะสู้สภาไม่ได้ เพราะสภามีอำนาจหน้าที่ตามกฏหมายในการบังคับใช้กฏหมายตาม พรบ.
แต่สมาคมไม่มีอำนาจ มีแต่ส่งเสริมให้... เป็นตัวกลางผู้ประกอบวิชาชีพเท่านั้น


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 16:58:32

ผู้ศิษย์ขอคาราวะอาจารย์ สมกับเป็นผู้รอบรู้จริงๆรายละเอียดดีมาก


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 20:26:04

ตอน พันแปดพันสอง เก้าร้อยหกร้อย

จริงๆ แล้วผมมองโลกในแง่ดีว่ากระทรวงก็คงพยายามที่จะให้ความเป็นธรรมกับบุคลากรท ุกสายงาน
แต่จำนวนคนกับจำนวนเงินมันเป็นปัญหาของหน่วยงานทุกแห่ง ใครๆก็มองว่าตัวเองหนัก แต่อย่างน้อย
หลักเกณฑ์ที่ปรับตัวเลขกันในตามเอกสาร 4 สค 53 คงมีการดิ้นรนกันทุกฝ่ายแล้วเต็มที่ผลก็ออกมา
แบบนี้แหละครับ ทีนี้ในกลุ่มรังสี เองยังมีความซับซ้อนกว่านั้น เพราะมีการเรียนต่อเนื่องมีวุฒิ มีใบประกอบวิชาชีพ
แต่ตำแหน่งยังเป็นเจ้าหน้าที่ฯ ไม่ได้เป็นนักรังสีฯตัวจริง มันก็เลยเป็นปัญหา ที่เรียกกันว่า พันแปดพันสอง เก้าร้อยหกร้อย

============================================
http://neo.moph.go.th/pay/y52/pts7_%202552hos_v622_40852.pdf
============================================

ผมเอาใจช่วยครับ ขอให้ได้ทุกคน สมหวังถ้วนหน้า ช้ามั่งเร็วมั่ง ตกเบิกมั่ง แต่ก็ดีกว่าตกหล่นครับ


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 20:54:11 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

ตอน ปัญหาลูกจ้างฯ และพนักงานราชการ

ที่มา จากเวปนี้แหละครับ ลองอ่านดูครับ เผื่อความหวังหลายคนจะเป็นจริงครับ
====================================
http://www.medtechtoday.org/index.php?option=com_content&task=view &id=312&Itemid=43
====================================
สภาฯ ส่ง 4 เทคนิคการแพทย์ "ยุพา-ศิริรัตน์-จุไรรัตน์-อารักษ์" เป็นคณะอนุกรรมาธิการ พร้อมตั้งคณะทำงานพิเศษชุดใหญ่ ที่มีลูกจ้างชั่วคราวเป็นคณะทำงานด้วย ทำหน้าที่สนับสนุนคณะอนุ กมธ. อีกแรง
ตามที่คณะกรรมาธิการสาธารณสุข (กมธ.) วุฒิสภา ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการการศึกบุคลากรสาขาส่งเสริมการแพทย์ขึ้นมา
เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ ให้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ รวมถึงปัญหา
เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ไปเรียนต่อเทคนิคการแพทย์ แต่เปลี่ยนตำแหน่งเป็นเทคนิคการแพทย์ไม่ได้
ตลอดจนเทคนิคการแพทย์ที่ทำงานในกลุ่มงานพยาธิวิทยากายวิภาค แต่ตำแหน่งเป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์
ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้มีคำสั่งที่ 11/2552 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2552
แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาบุคลากรด้านการส่งเสริมทางการแพทย์ โดยมี
ทนพญ.ดร.นิลวรรณ เพชระบุรณิน เป็นประธานอนุกรรมาธิการ
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ เป็นรองประธาน
ในส่วนของเทคนิคการแพทย์มี 4 คน ประกอบด้วย
รศ.ทนพญ. ยุพา เอื้อวิจิตรอรุณ คณะเทคนิคการแพทย์ ม.ขอนแก่น
ทนพญ.ศิริรัตน์ ลิกานนท์สกุล นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันบำราศนราดูร จ.นนทบุรี
ทนพญ.จุไรรัตน์ รัตนเลิศนาวี นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลตะกั่วป่า จ.พังงา
ทนพ.อารักษ์ ดีใหม่ นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลด่านขุนทด จ.นครรราชสีมา
นอกจากนี้ คณะอนุ กมธ.ชุดนี้ ยังประกอบด้วยบุคคลที่มาจากสาขาวิชาชีพอื่น ได้แก่
นส.จีรวรรณ ดนัยตั้งตระกูล นักกายภาพบำบัด รพศ.ขอนแก่น จ.ขอนแก่น
นส.อำไพ อุไรเวโรจนากร นักรังสีการแพทย์ (ชำนาญการ)
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
นางโฉมยงค์ บุตรราช นักกิจกรรมบำบัด รพ.แพร่ จ.แพร่
และนางสาวอินทิรา กระบวนศรี นักเทคโนโลยีหัวใจ
สำหรับเทคนิคการแพทย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคณะอนุกรรมาธิการทั้ง 4 คน ดังกล่าวแล้ว สภาเทคนิคการแพทย์ยังแต่งตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการดังกล่าว ประกอบด้วย รศ.ยุพา เอื้อวิจิตรอรุณ คณะเทคนิคการแพทย์ม.ขอนแก่น, ทนพญ.คมเนตร เตียงพิทยากร นักเทคนิคการแพทย์ ชำนาญการพิเศษ รพศ.ขอนแก่น, ทนพญ.จุไรรัตน์ รัตนเลิศนาวี นักเทคนิคการแพทย์ ชำนาญการพิเศษ รพ.ตะกั่วป่า จ.พังงา, ทนพ.สุทธิชัย พงศ์มั่นจิต นักเทคนิคการแพทย์ ชำนาญการพิเศษ รพ.ปทุมธานี, ทนพ.จำเนียร กิ่งแก้ว นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการ รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี, ทนพ.อารักษ์ ดีใหม่ นักเทคนิคการแพทย์ ชำนาญการ รพ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา, ทนพญ.พิริยาภรณ์ เชื้อเวียง นักเทคนิคการแพทย์ (ลูกจ้างชั่วคราว) รพ.พิมาย จ.นครราชสีมา, ทนพญ.ธันวา หมวกเมือง นักเทคนิคการแพทย์ปฏิบัติการ รพ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก และทนพญ.ศิริรัตน์ ลิกานนท์สกุล นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันบำราศนราดูร จ.นนทบุรี โดยมี ทนพญ.รวี นิธิยานนทกิจ เทคนิคการแพทย์ (ลูกจ้างชั่วคราว) สถาบันบำราศนราดูร เป็นผู้ช่วยคณะทำงาน
==========================


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 21:01:40 · แก้ไขโดย: suchart_kiat

ตอน รายงานการศึกษาแก้ปัญหา
===================================================================
http://www.senate.go.th/committee2551/committee/files/committee17/Shor tageOfMedicalPersonnel.pdf
===================================================================
ต้องโหลดที่นี่ครับ ของ medtech today ครับ
http://www.medtechtoday.org/index.php?option=com_content&task=view &id=939&Itemid=43

ใครเปิดไม่ได้ พิมพ์ " เปิดรายงานการศึกษาของ อนุ กมธ.ศึกษาบุคลากรส่งเสริมการแพทย์ ฉบับสมบูรณ์ " หาใน google ก็ได้ครับ
==================================================================
อ่านกันเพลินครับ เดี๋ยวค่อยว่ากัน รังสีจะหมู่หรือจ่า หรือเป็นนายพันทันทีครับ


ผมอ่านอย่างละเอียด พิมพ์ออกมา อ่านอย่างรวดเร็ว ทุกหน้าทั้งหมด 75 หน้าถึงปกหลัง ในเวลาชั่วโมงกว่า
ค้นพบว่า

สาขาเทคนิคการแพทย์ทำการบ้านมาดีมากๆ ข้อมูลแน่น ตัวเลขสะท้อนปัญหา มีกรณีศึกษาของนักเทคนิคฯที่ทีมงานไปหา
ข้อมูล มาเพียบทั้งตัวตำแหน่ง สภาพปัญหา สภาพงาน สภาพคนทำงาน ฯลฯ

สำหรับรังสีเทคนิคมีการพูดถึงในหน้า 8-9 กับ 23-24 อ่านแบบบทพรรณนาไปเรื่อยๆ เหมือนหมัดแย็บ ไม่ใช่หมัดน๊อค
ไม่มีตัวเลขสนับสนุน โดยเฉพาะตัวเลข

คนที่ เป็นเจ้าหน้าที่ฯรอเปลี่ยนเป็นนักฯ เท่าไหร่ไม่มี
คนที่เป็นลูกจ้างกี่คนไม่มี คนที่จะถูกลดขั้นลดเงิน ไม่มี
คนที่มีวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ทำงานโดยไม่มีใบกี่คน ไม่มี
คนที่อยู่ในภาคเอกชนกี่คน ไม่มี
คนที่เป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่เอกซเรย์ กี่คน ไม่มี
คนที่ทำงานรังสีด้วยตำแหน่งอื่นๆ กี่คน ไม่มี

===============================
ถ้าเป็นมวยแบบนี้ เท่ากับรังสีเทคนิค แพ้น๊อกยก 1
===============================

สมมุติ ว่าวันนี้ รมต. ถามว่าสาขารังสีจะเอาจะเอากี่ตำแหน่ง ผมว่าไม่มีใครตอบได้

รอส้มหล่นจริงๆ ขอบคุณสาขาเทคนิคการแพทย์จริงๆ ทำให้ตาสว่างจริงๆ ว่าการศึกษาข้อมูลทำยังไงครับ


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 21:28:17

คิดแล้วเหนื่อยแทนพี่น้องครับ คืนนี้ขอนอนก่อนครับ แล้วจะหาเรื่องอื่นๆ มาคุยครับ

โดยเฉพาะความก้าวหน้าของวิชาชีพครับ


บันทึกเมื่อ: 18 ต.ค. 2010 21:53:22

ได้อ่านของ med tech แล้วต้องให้กำลังใจเพื่อนร่วมวิชาชีพครับ ใจสู้ และเอาจริงครับ
======================================
http://www.medtechtoday.org/index.php?option=com_content&task=view &id=960&Itemid=43
======================================

สภาเทคนิคการแพทย์ ได้มีหนังสือที่ สทนพ. 11. 198 /2552 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 ไปยังปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ขอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์เป็นนักเทคนิคการแพทย์
ตามที่กลุ่มเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ (จพว.)ที่สำเร็จศึกษาปริญญา วท.บ.(เทคนิคการแพทย์) แต่ไม่สามารถปรับตำแหน่งเป็นนักเทคนิคกรแพทย์ได้ จะนัดชุมนุมกันที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อทวงถามถึงการแก้ปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ซึ่งรองเลขาธิการสภาเทคนิคการแพทย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า สภาฯ ได้ดำเนินการเพื่อให้การช่วยเหลือ จพว.กลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง และแนะให้มีการส่งตัวแทนมายื่นหนังสือดีกว่าการยกขบวนมาทั้งหมด 300 กว่าคน ตามข่าวที่"เมดเทคทูเดย์" เสนอไปแล้ว นั้น
ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ พบว่าสภาเทคนิคการแพทย์ ได้มีหนังสือที่ สทนพ. 11. 198 /2552 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 ไปยังปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ขอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์เป็นนักเทคนิคการแพทย์ มีใจความว่า ด้วยเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ลักษณะเดียวกันกับนักเทคนิคการแพทย์แต่สำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา เพื่อปฏิบัติงานตามความต้องการของการตรวจวินิจฉัยในระยะที่ยังมีการผลิตนักเทคนิคการแพทย์ระดับปริญญาตรีไม่ทันต่อความต้องการ และเพื่อความก้าวหน้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพบุคลากรดังกล่าว สภาคณบดีสถาบันผู้ผลิตบัณฑิตเทคนิคการแพทย์ได้ให้ความร่วมมือ ตามการร้องขอของสถาบันบรมราชชนก เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถศึกษาต่อระดับปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์ในหลักสูตรเดียวกับนักศึกษาปกติ แต่จัดระบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียน และเอื้อต่อหน่วยงานต้นสังกัด ไม่ให้ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรเป็นระยะเวลานาน ซึ่งได้มีเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์สนใจพัฒนาตนเองศึกษาต่อระดับปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์หลักสูตร 4 ปีด้วยทุนส่วนตัวจำนวนไม่น้อย อันเป็นประโยชน์โดยตรงต่องานในหน้าที่รับผิดชอบ และส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริการต่อประชาชน
แต่เมื่อสำเร็จการศึกษา และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์แล้ว กลับประสบปัญหาในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งตามคุณวุฒิการศึกษาและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลของสภาเทคนิคการแพทย์ณ วันที่11 พฤศจิกายน 2552 พบว่ามีเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์ในปี2550, 2551 และ 2552 สอบผ่านการวัดความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์102 ราย ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์แล้ว 99 ราย และอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนอีก 3 ราย ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งเป็นนักเทคนิคการแพทย์ตามคุณวุฒิที่ได้รับ
ในการนี้สภาเทคนิคการแพทย์ใคร่ขอให้กระทรวงสาธารณสุขได้โปรพิจารณาปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์และได้รับใบประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์เป็นนักเทคนิคการแพทย์ต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และ สภาเทคนิคการแพทย์ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

โดยหนังสือดังกล่าวได้แนบบัญชีรายชื่อเจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเทคนิคการแพทย์ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นอกจากบัญชีรายชื่อ จพว.ที่สภาฯ ส่งไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงฯ รอบแรกแล้ว ยังมีการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมอีกเป็นระยะๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กค.ที่ผ่านมา โดยข้อมูลทั้งหมดได้ส่งผ่านไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.)แล้ว แต่ กพ.ยังไม่ได้ส่งเรื่องกลับมาที่กระทรวงสาธารณสุขแต่อย่างใด


บันทึกเมื่อ: 19 ต.ค. 2010 11:11:55

-ขออนุญาตนำบทความข้างต้นมากล่าวอ้างต่อครับ-
สำหรับรังสีเทคนิคมีการพูด ถึงในหน้า 8-9 กับ 23-24 อ่านแบบบทพรรณนาไปเรื่อยๆ เหมือนหมัดแย็บ ไม่ใช่หมัดน๊อค
ไม่มีตัวเลขสนับสนุน โดยเฉพาะตัวเลข

คนที่ เป็นเจ้าหน้าที่ฯรอเปลี่ยนเป็นนักฯ เท่าไหร่ไม่มี
คนที่เป็นลูกจ้างกี่คนไม่มี คนที่จะถูกลดขั้นลดเงิน ไม่มี
คนที่มีวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ทำงานโดยไม่มีใบกี่คน ไม่มี
คนที่อยู่ในภาคเอกชนกี่คน ไม่มี
คนที่เป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่เอกซเรย์ กี่คน ไม่มี
คนที่ทำงานรังสีด้วยตำแหน่งอื่นๆ กี่คน ไม่มี

สมมุติ ว่าวันนี้ รมต. ถามว่าสาขารังสีจะเอาจะเอากี่ตำแหน่ง ผมว่าไม่มีใครตอบได้

รอส้มหล่นจริงๆ ขอบคุณสาขาเทคนิคการแพทย์จริงๆ ทำให้ตาสว่างจริงๆ ว่าการศึกษาข้อมูลทำยังไงครับ
--ขออนุญาติแสดงความคิดเห็นครับ-
จากที่มีการประสานงานกันมาช่วง 1-2 ปีมานี้ ผมเข้าใจว่าตัวเลขต่างๆเหล่านี้น่าจะมีความชัดเจนบ้างแล้วนะครับ เพราะขอข้อมูลกันบ่อยเหลือเกิน..หลายที่ หลายหน่วยงาน...มีการจัดตั้งเครือข่ายบุคลากรรังสีเทคนิคประจำจังหวัด...แ ต่ผมว่าน่าจะมีศูนย์กลางที่จะบูรณาการณ์ข้อมูลเหล่านี้ หรือว่าหน่วยงานไหนอยากได้ข้อมูลก็สามารถขอได้ สามารถเข้าถึงได้ ช่วยกันคนละไม้คนละมือครับ...แต่สำคัญต้องเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้จากหน่ วยงานที่เชื่อถือได้ เช่นสมาคมรังสีเทคนิคฯ หรือคณะกรรมการวิชาชีพ แต่จริงๆข้อมูลเหล่านี้ที่ส่งๆไปให้ผมก็ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนเหมือนกันก็ ไม่เห็นมีหน่วยงานไหนแจ้งให้ทราบหรือสรุปยอดเผยแพร่ให้สมาชิกในวิชาชีพทรา บ...แจ้งไปแล้วเงียบหาย...อยากได้ใหม่ก็ขอใหม่..แจ้งแล้วแจ้งอีก..แจ้งอีก ..ๆๆ..ก็ไม่รู้ว่าได้ประสานกันบ้างไหม?...จริงๆก็อยากรู้ข้อมูลเหล่านี้เห มือนกันเพราะเราจะได้รู้จักตัวเอง..รู้สถานภาพของวิชาชีพเราเอง....ขอผู้ร ู้ช่วยชี้แนะด้วยครับ.....

. 1 . 2 . >>

:: คำตอบของท่าน
Bold Style  Italic Style  Underlined Style  Image Link  Insert URL  Email Link 
โปรดใช้คำสุภาพ

ตรวจสอบ ไทย/อังกฤษ ก่อนที่จะสนทนา
กรุณาอย่า Post ซ้ำหลายครั้ง
: : ขอสงวนสิทธิในการลบ ข้อความหรือกระทู้ที่ Post ซ้ำหลายครั้ง
: : Post รับสมัครงานให้ Post ใน http://www.xraythai.com/job

Member Only
สำหรับสมาชิกเท่านั้น ที่จะลงข้อความได้ หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก ช่วยสมัครด้วยนะครับ // ร่วมสร้างสังคม Online ให้น่าอยู่ Click ลงทะเบียนด้านบนครับ
» ชื่อ » รหัสผ่าน (สำหรับผู้ลงทะเบียนแล้ว)

ใส่รหัสภาพ


XrayThai.Com © รังสีวิทยาไทย
ThaiGirlsZone.Com